
ภายในระบบเสียงของเรา นอกจากจะมีอุปกรณ์ด้านระบบเสียงประเภทต่างๆ ที่ต้องการใช้งานร่วมกันภายในระบบแล้ว สายสัญญาณประเภทต่างๆ เช่น สายนำสัญญาณ และสายลำโพงก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากขาดอุปกรณ์ชนิดนี้ นั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถใช้งานชุดเครื่องเสียง และทำการแสดง หรือเริ่มงานได้เลย เพราะสายนำสัญญาณ สายลำโพง เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่นำสัญญาณ ในการต่อพ่วงกันของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในระบบ เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกันได้นั่นเอง
ทำความรู้จัก “สายสัญญาณ” ให้มากขึ้น

สายสัญญาณที่ใช้ในระบบเสียง PA นั้น มีทั้งสายไมโครโฟน, สายแจ็คเครื่องดนตรี (กีตาร์,คีย์บอร์ด), สาย Line สำหรับงานติดตั้ง และสายลำโพง งานของระบบ PA ที่ดี จึงต้องการคุณภาพเสียงที่ดี มีความชัดเจนของเสียง เสียงที่มีความสะอาดเป็นธรรมชาติ และเสียงรบกวนน้อยที่สุด
ประเภทของสายสัญญาณในระบบเสียง
ในปัจจุบัน “สายสัญญาณ” ในระบบเสียง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1.สายสัญญาณแบบบาลานซ์ (Balanced) 2. สายสัญญาณแบบอันบาลานซ์ (Unbalanced)
1. สายสัญญาณแบบบาลานซ์ (Balanced)มีการใช้สายสัญญาณในการนำทางสัญญาณถึงสามเส้นด้วยกัน ได้แก่ ขั้วบวก ขั้วลบ และขั้วดิน (Sleeve) ด้วยระดับความแรงสัญญาณอยู่ที่ +4dBu
ทำให้ได้กระแสสัญญาณในการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถใช้สายสัญญาณในระยะทางที่เพิ่มขึ้น โดยลดการสูญเสียสัญญาณที่มาจากความต้านทาน (Impedanced) ที่อยู่ในเครื่องมือ หรือสายสัญญาณลงไปได้มาก
จึงมีผลทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ชัดเจน เสียงรบกวนต่างๆ ตํ่าลง มีมิติชัดเจน แม่นยำขึ้น ย่านความถี่สมบูรณ์มากขึ้น
ด้วยคุณสมบัติที่ดีเหล่านี้ ส่งผลให้การทำงานของระบบเสียง PA ที่มีการใช้สายสัญญาณที่ยาวหลายสิบเมตร และต้องมีการเชื่อมต่อผ่านเครื่องมือจำนวนมากนั้น สามารถลดปัญหาในเรื่องของความต้านทาน (Impedanced) ออกไปได้เป็นอย่างดี
เหมาะสำหรับงานที่ต้องการ คุณภาพเสียงที่ดี มีความชัดเจนของเสียง มีความสะอาดของเสียง และเสียงรบกวนต่างๆ น้อยที่สุด.. ถึงแม้ระยะทางในการเชื่อมต่อจะไกลมากก็ตาม
หัวแจ็คที่ใช้กับสายสัญญาณแบบบาลานซ์ (Balanced) ได้แก่ Phone Jack หรือ 1/4″ แบบ stereo เรียกว่า TRS (Tip-Ring-Sleeve) และ หัวขั้วแบบ XLR เป็นต้น
ปลั๊กแจ็ค (CONNECTOR) ที่นิยมใช้งานในระบบเสียงในปัจจุบัน
ปลั๊กแจ็คสายสัญญาณมีการแบ่งประเภทสัญญาณเสียงอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท 1.สายสัญญาณแบบอนาล็อก 2.สายสัญญาณแบบดิจิตอล โดยที่สายสัญญาณแต่ละเส้นหลายคนได้เห็น ได้ใช้กันอยู่บ่อยครั้ง เรามาเจาะลึกกันว่าลักษณะแต่ละสายจะเป็นอย่างไร ไปดูกัน





สายสัญญาณแบบดิจิตอล
1. สาย MIDI

คุณสมบัติเด่นประเภทสายสัญญาณ : Unbalanced ชนิด 5 ขั้ว เป็นสายเคเบิลดิจิตอลที่ใช้งานกับเครื่องดนตรี
ลักษณะสายสัญญาณ : มีขาทั้งหมด 5 ขั้ว ขาที่ 1 จะเป็นสายบันทึกด้านซ้าย (Synchro), ขาที่ 2 จะเป็นขั้วดิน (Ground), ขาที่ 3 จะเป็นสายเล่นด้านซ้าย (Synchro), ขาที่ 4 จะเป็นสายบันทึกด้านขวา (DATA +) และขาที่ 5 จะเป็นสายเล่นด้านขวา (DATA -)
การใช้งาน : MIDI ย่อมาจาก Musical Instrument Digital interface ร่วมกับคอมพิวเตอร์ เช่น Syntheser, Sound Module, Controller ต่างๆ เป็นรูปแบบดิจิตอล สาย MIDI ใช้ให้ส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องบันทึกเสียงดิจิตอล ส่วนหัวประกอบด้วยหมุดห้าเส้น หมุดถูกจัดเรียงในครึ่งวงกลม 180 องศา ความยาวของสายควรจะยาวไม่เกิน 6 เมตร เพื่อประสิทธิภาพของสัญญาณเสียง ควรสายเคเบิลคุณภาพสูง

2. สาย USB

คุณสมบัติเด่นประเภทสายสัญญาณ : Unbalanced เป็นสายที่ส่งสัญญาณแบบดิจิตอล
ลักษณะสายสัญญาณ : Type A และType B จะมีอยู่ 4 ขั่ว ขาที่ 1 จะเป็น 5V Power Supply, ขาที่ 2 จะเป็น Data -, ขาที่ 3 จะเป็น Data + และขาที่ 4 จะเป็นขั้วดิน (Ground)
การใช้งาน : ใช้ในการเล่นไฟล์เพลง ส่วนมากจะเห็นในเครื่องปริ้น, มิกเซอร์ดิจิตอล, ลำโพงคอมพิวเตอร์ และลำโพงมอนิเตอร์ เป็นต้น เพื่อรองรับความละเอียดไฟล์เสียงที่สูงขึ้น เหมาะกับการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับลำโพง ความยาวที่เหมาะสมประมาณ 5 เมตร หากยาวมากกว่านั้นอาจจะได้คุณภาพเสียงที่ด้อยลง หลายๆ บริษัทผลิตเครื่องเสียงเริ่มหันมาผลิตลำโพง หรืออุปกรณ์เสียง ให้มีช่องการเชื่อมต่อสายสัญญาณแบบ USB มากขึ้นแล้ว

2. สาย Optical

คุณสมบัติเด่นประเภทสายสัญญาณ : Unbalanced เป็นสายที่ส่งสัญญาณแบบดิจิตอล
ลักษณะสายสัญญาณ :
การใช้งาน : พบกันได้อย่างแพร่หลายในวงการเครื่องเสียง และทีวี หัวต่อแบบ Optical เป็นหัวต่อที่ค่อนข้างดี วัสดุสายที่เป็น Fiber Optic ส่งสัญญาณได้ดีกว่าข้อต่อทั่วไป และลำโพงหลายแบรนด์ในปัจจุบันก็ยังรองรับการเชื่อมต่อแบบนี้อยู่ จุดเด่น คือ จะมีแผ่นพลาสติกปิดช่องอยู่ ตอนเสียบจะใช้หัว Optical ดันเข้าไปเสียบได้พอดี
CONNECTOR ที่นิยมใช้งานร่วมกับสายลำโพง
อุปกรณ์ประเภทสายลำโพง มีหน้าที่นำสัญญาณระหว่าง เครื่องขยายเสียงไปยังลำโพง จะมีขนาดตั้งแต่ เส้นขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยส่วนมากในสายลำโพง 1 เส้น จะมีลักษณะนำสัญญาณ 2 เส้น ได้แก่ ขั้วบวก และขั้วลบ
สายลำโพงถือว่าเป็นที่มีความสำคัญที่ไม่แพ้สายสัญญาณ ซึ่งสายลำโพงส่งผลต่อความสามารถในการขับเคลื่อนกำลัง และคุณภาพของเสียง ในการส่งสัญญาณจากเครื่องขยายเสียง ไปยังลำโพงโดยตรง เช่น ในระบบเสียงที่ใช้เครื่องขยายเสียงที่มีกำลังขับสูงๆ แต่หากเราดันเลือกใช้สายลำโพงที่มีขนาดเล็ก และคุณภาพต่ำ ทำให้ส่งผลต่อพละกำลังในการส่งกำลังจากเครื่องขยายเสียง ไปยังลำโพงขาดหาย และตกหล่น ไปอย่างแน่นอน
1. หัวแบบ Speakon

คุณสมบัติเด่นประเภทสายสัญญาณ : Unbalanced มีทั้งแบบ 2 ขั้ว, 4 ขั้ว และ 8 ขั้ว
ลักษณะสายสัญญาณ : ส่วนมากจะใช้ขั้ว 1+ เป็นขั้วบวก และขั้ว 1- เป็นขั้วลบ หรือตามสเปคที่เครื่องขยายเสียง และลำโพงระบุไว้
การใช้งาน : เป็นหัวที่สามารถพบเจอได้ทั่วไป ตามระบบเสียงขนาดเล็ก-ขนาดใหญ่ ได้รับความนิยมในระดับมืออาชีพ เพราะ Speakon สามารถส่งสัญญาณไฟฟ้ากำลังสูงได้ และการหมุนเข้าขั้ว เพื่อใช้งานระหว่างเครื่องขยายเสียง และลำโพง ก็มีความแน่น ไม่หลุดง่าย และแข็งแรงกว่าชนิดอื่น
2. หัวแบบ BANANA PLUG

คุณสมบัติเด่นประเภทสายสัญญาณ : Unbalanced มีทั้งแบบ 2 ขั้ว, 4 ขั้ว และ 8 ขั้ว
ลักษณะสายสัญญาณ : สามารถต่อสายลำโพง จั๊มต่อเข้าโดยตรงตาม ขั้วลำโพง ขั้วบวก+ (สีแดง) และขั้วลบ – (สีดำ) เข้ากับ Banana Plug ได้เลย
การใช้งาน : เป็นหัวในแบบที่นิยมใช้ในหมู่นักเล่นเครื่องเสียงบ้าน และมีกลางแจ้งบ้าง แต่ไม่ค่อยนิยมมากนัก BANANA PLUG มีต้นกำเนิดมาจากทางยุโรป มีลักษณะเป็นแท่งเรียวยาว สามารถเสียบใช้งานได้โดยตรง เข้ากับแจ็คแบบ BindingPost หลังแอมป์ และหลังลำโพงได้เลย
3. หัวแบบเปลือย (Bare-Wire)

คุณสมบัติเด่นประเภทสายสัญญาณ : Unbalanced สายแบบเปลือย
ลักษณะสายสัญญาณ : สามารถเสียบเข้ากับแจ็คแบบ BindingPost หลังแอมป์หรือหลังลำโพงได้โดยตรง ขั้วบวก+ (สีแดง) และขั้วลบ – (สีดำ)
การใช้งาน : การปลอกสายลำโพงออกมา ต่อใช้งานโดยตรง เข้ากับขั้วของลำโพง และเครื่องขยายเสียง โดยการเปลือยสาย ส่วนใหญ่เราจะเห็นการใช้งานเครื่องเสียงบ้านทั่วไป และระบบเครื่องเสียงงานประกาศ ในอุปกรณ์เสียงระดับมืออาชีพมักจะไม่ค่อยเห็นการใช้งานในแบบนี้สักเท่าไหร่
4. หัวแบบ PHONE 6.3 MM. TS

คุณสมบัติเด่นประเภทสายสัญญาณ : Unbalanced ชนิด 2 ขั้ว
ลักษณะสายสัญญาณ : สามารถเชื่อมสายลำโพงขั้วบวก + ที่ขั้ว TIP และขั้วลบ – ที่ขั้วดิน (Sleeve)
การใช้งาน : มักจะถูกนำไปทำหัว Connector ของสายลำโพง สามารถพบเจอในเพาเวอร์มิกเซอร์ ที่ต้องการประหยัดพื้นที่ในการออกแบบ และมีขนาดเล็ก กระทัดรัด มักจะใช้เชื่อมต่อระหว่างเพาเวอร์มิกเซอร์ไปยังลำโพงโดยตรง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น