ประโยชน์ที่เป็นไปได้ (ทีละข้อ พร้อมเหตุผลและแหล่งอ้างอิงสำคัญ)
1) เพิ่มความชอบธรรมและรวมอำนาจภายใน — สร้าง “ความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง”
เมื่อมีภัยจากภายนอก ผู้นำเผด็จการหรือลัทธิครอบครัวการเมืองมักใช้สถานการณ์เพื่อ “รวมชาติ” และบีบฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง — ไล่ตั้งแต่ปิดปากสื่อยันจับกุมฝ่ายค้าน — เพราะคนมักยอมแลกเสรีภาพบางอย่างเพื่อความปลอดภัย ความขัดแย้งกับไทยสามารถให้ข้ออ้างแบบเดียวกันได้. งานวิเคราะห์และรายงานสังเกตว่าฮุน เซนใช้ประเด็นชาติเป็นเครื่องมือทางการเมืองและกลับมามีบทบาทนำในการขัดแย้งชายแดนล่าสุด. Council on Foreign Relations+1
2) เบี่ยงความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจและคอร์รัปชันภายใน
สงครามหรือการยกระดับความขัดแย้งช่วยเบนความสนใจประชาชนจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การทุจริต เครือข่ายการเงินเถื่อน หรือปัญหาเศรษฐกิจ โดยผู้นำสามารถกล่าวอ้างว่า “ต้องมั่นคงภายนอกก่อนจึงจะซ่อมภายใน” — เทคนิคเก่าที่ใช้ได้เสมอถ้าสถานการณ์ควบคุมได้. แหล่งวิเคราะห์การเมืองกัมพูชาชี้ว่ารัฐบาลมีช่องทางเศรษฐกิจและเครือข่ายผลประโยชน์ที่ตกเป็นเป้าถ้าความสนใจสาธารณะหันไปเรื่องอื่น. The Geopolitics+1
3) ปั่นกระแชาตินิยม — เก็บคะแนนจากมวลชน
ความขัดแย้งชายแดนเรื่องภาพลักษณ์ชาติ (เช่น Preah Vihear) กระตุ้นความรู้สึกรักชาติได้ง่าย ผู้บริหารการเมืองสามารถใช้ภาพสงคราม/การปกป้องดินแดนทำให้ตัวเองดู “ฮีโร่” ในสายตาคนจำนวนมาก — โดยเฉพาะในบริบทที่สื่อถูกจำกัดหรือถูกควบคุม. บทวิเคราะห์ล่าสุดชี้ว่าเหตุการณ์ชายแดนช่วยฟื้นบทบาทฮุน เซนในเวทีสาธารณะและกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยมในกัมพูชา. Council on Foreign Relations
4) ได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์หรือพื้นที่ตามข้อพิพาท (ถ้าชนะจริง)
ถ้าฝ่ายกัมพูชาควบคุมพื้นที่ชายแดนที่มีคุณค่าทางยุทธศาสตร์หรือสัญลักษณ์ (เช่นบริเวณวัด/แหล่งโบราณ) ก็สามารถถือเป็นชัยชนะทางการเมืองและสัญลักษณ์ได้ แม้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจโดยตรงอาจจำกัด แต่สัญลักษณ์ทางการเมืองมีค่านับไม่ถ้วนสำหรับผู้นำ. ประวัติการพิพาทชายแดนทำให้เห็นว่าพื้นที่เหล่านี้มีความสำคัญทางสัญลักษณ์มากกว่าผลประโยชน์ทางทรัพยากรโดยตรง. วิกิพีเดีย+1
5) ใช้เป็นไพ่ต่อรองกับมหาอำนาจ (เช่น จีน) — ได้รับการสนับสนุนทางการทูต/ทหารหรือเศรษฐกิจ
การมีความขัดแย้งสามารถทำให้ประเทศขาดเสถียรภาพทางนโยบายต่างประเทศและหันหา “ผู้ค้ำ” เพื่อแลกประกันความมั่นคง เช่น ความช่วยเหลือทางทหาร หรือการลงทุนเชิงกลยุทธ์จากพันธมิตร — ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อชนชั้นนำและกองทัพของกัมพูชา. บทความวิเคราะห์ชี้ว่าฮุน เซนและเครือข่ายมักใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการเมือง. The Diplomat+1
6) ทำลายโครงข่ายฝ่ายค้านข้ามพรมแดนและเงื่อนไขที่สนับสนุนคู่แข่ง
การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการควบคุมชายแดนเข้มข้นสามารถปิดกั้นช่องทางที่ฝ่ายค้านใช้ เช่น ผู้ลี้ภัย การสื่อสารข้ามพรมแดน หรือการเคลื่อนไหวระหว่างประเทศ — ทำให้คู่แข่งทางการเมืองอ่อนแรงลง. รายงานสิทธิมนุษยชนและการสังเกตการณ์การเมืองชี้ว่ารัฐกัมพูชาไม่ลังเลใช้มาตรการเด็ดขาดต่อต้านฝ่ายค้านเมื่อมีข้ออ้าง. Human Rights Watch
แต่เดี๋ยวก่อน — ความเสี่ยงจริงๆ ที่จะตามมา (สั้นๆ แต่สำคัญ)
-
ต้นทุนชีวิตและเศรษฐกิจสูง — การรบจริงทำลายทรัพยากรและเศรษฐกิจ การลงทุนหาย นักท่องเที่ยวหนี ผู้คนเสียชีวิต — ซึ่งยากนำกลับคืน. Reuters
-
การถูกคว่ำบาตร/รั้งสัมพันธ์ระหว่างประเทศ — การรุกรานอาจทำให้โดนประณาม ถูกจำกัดทางการทูต หรือโดนมาตรการจากภูมิภาคและนานาชาติ. Human Rights Watch
-
ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายใน — ถ้าการรบไม่ชัดเจนหรือยืดเยื้อ ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์จะย้อนกลับต่อผู้กุมอำนาจ — ไม่ใช่ทุกคนจะยกย่องผู้นำเมื่อมีความสูญเสีย. crisisgroup.org
-
ผลสะท้อนกับจีน/สหรัฐฯ และภูมิภาค — การเล่นเกมใหญ่เข้มข้นเกินไปอาจทำให้พันธมิตรต้องเลือกข้าง หรือถอนการสนับสนุนถ้าตัวเองถูกคุกคามทางผลประโยชน์. The Diplomat
ข้อสรุป (ไม่เชิงให้คำแนะนำ แต่เป็นการอ่านเกม)
ถ้าฮุน เซน (หรือเครือข่ายอำนาจของเขา) ตั้งใจจะเข้าสงครามกับไทย สิ่งที่ได้ชัดเจนที่สุดคือ ผลประโยชน์เชิงการเมืองภายใน: การรวมอำนาจ, เบี่ยงความสนใจจากปัญหาในประเทศ, และปั่นกระแชาตินิยม — ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์จริงจังและยั่งยืนมีน้อยกว่า และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการถูกตัดสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีมาก. กล่าวคือ มันอาจเป็น “การลงทุนทางการเมือง” ที่เสี่ยงต่อการล้มละลายทางประเทศจริงๆ ถ้าการปะทะไม่เป็นไปตามเป้า.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น